บทที่ 10 10 ลูกสาวชาวไร่

เช้าวันจันทร์อันแสนสดใส พ่อเลี้ยงอนันต์พาลูกสาวทั้งสองคนออกไปเที่ยวชมไร่ฟ้าอนันต์ เพื่อดูเมล็ดกาแฟและร่วมเก็บยอดใบชาด้วยกัน เดิมทีอนันต์ไม่ได้ร่ำรวยเงินทองมากมาย หากแต่เป็นคนขยันขันแข็งและเปี่ยมด้วยความอดทน เขาเพียรพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวจากไร่ชาและกาแฟผืนเล็ก ๆ บนดอยซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ก่อนจะค่อย ๆ ขยับขยายหลังจากแต่งงานมีครอบครัว โชคดีที่ได้ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากคอยสนับสนุนและอยู่เคียงข้างฟันฝ่าอุปสรรคมาโดยตลอด จากไร่ชาผืนน้อยในวันนั้น จึงแปรเปลี่ยนมาเป็น 'ไร่ฟ้าอนันต์' ที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน

“นี่เป๋นไฮ่ของป้อตึงหมดเลย ป้อเจ้า... วันนี้น้องเอิร์นขอไปเก็บสตรอว์เบอร์รี่โตยได้ก่อเจ้า” (นี่เป็นไร่ของพ่อหมดเลย พ่อ วันนี้น้องเอิร์นขอไปเก็บสตรอว์เบอร์รี่ด้วยได้ไหมคะ)

“ยังบ่ได้เตื่อหรอกลูก เพราะว่าสตรอว์เบอร์รี่ของเราตึ๊งหมดเพิ่งเก็บไป ต๊องรอแหมรอบก่อน” (ยังไม่ได้หรอกลูก เพราะว่าสตรอว์เบอร์รี่ของเราเพิ่งเก็บไป ต้องรอรอบก่อน)

เพราะผลไม้เมืองหนาวเป็นของโปรดของอัญชิสา สายตาของเด็กสาวจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยามชี้ให้พี่สาวมองดูความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของไร่ฟ้าอนันต์

ย้อนกลับไปตอนที่อังคณายังเรียนอยู่ที่นี่ พื้นที่ของไร่ฟ้าอนันต์มีขนาดไม่ถึงยี่สิบไร่ด้วยซ้ำ มันเคยเป็นเพียงไร่เล็ก ๆ ในความทรงจำของเธอ... แต่ดูตอนนี้สิ อาณาจักรสีเขียวขจีตรงหน้ากลับกว้างใหญ่ไพศาลและขยายอาณาเขตออกไปจนมองไม่เห็นเส้นขอบฟ้า มันยิ่งใหญ่และเติบโตขึ้นมากจนเธอแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

“ตึงหมดนี่เป๋นของเฮาตึงหมดเลยก๋าเจ้าป้อ” (ทั้งหมดนี่เป็นของเราทั้งหมดเลยเหรอคะพ่อ)

“แม่นแล้วลูก... ของเฮาตึงหมด ป้อตัดสิ๋นใจ๋ซื้อก๋รรมสิทธิ์มาเป๋นของเฮาตึงหมดเลย ต๋อนนี้มีประมาณร้อยห้าสิบไฮ่ได้ละ” (ใช่แล้วลูก ของเราทั้งหมด พ่อตัดสินใจซื้อกรรมสิทธิ์มาเป็นของเราทั้งหมดเลย ตอนนี้มีประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบไร่)

พ่อเลี้ยงอนันต์พาลูกสาวทั้งหมดเดินขึ้นไปด้านบนซึ่งเป็นฝั่งที่ปลูกชาเมี่ยงหรือชาป่าโบราณ ลมหนาวพัดเอาไอหมอกจาง ๆ ผ่านผิวไป ยิ่งเดินสูงขึ้น ต้นชาเมี่ยงโบราณก็ยิ่งอวดกิ่งก้านเขียวขจีดูขรึมขลัง

“มานี่มาลูก ป้อจะสอนวิธีเก็บยอดชาที่ถูกต้องฮื้อ” พ่อเลี้ยงหันไปกวักมือเรียกไออุ่นจากลูก ๆ พลางจับยอดชาขึ้นมาสาธิต

“จำไว้นะลูก เวลาเก็บห้ามใจ๋ร้ายกับมันเด็ดขาด ห้ามใช้เล็บจิกฮื้อเป๋นรอยดำช้ำจะอี้ ให้ใช้ปลายนิ้วสะกิดตรงข้อต่อมันเบา ๆ เด็ดเอาแค่หนึ่งยอดสองใบแบบนี้... ชาของไฮ่ฟ้าอนันต์เราถึงจะหอมละมุนไม่แป้ไผในเมืองเหนือ” (จำไว้นะลูก เวลาเก็บห้ามใจร้ายกับมันเด็ดขาด ห้ามใช้เล็บจิกให้เป็นรอยดำช้ำ ให้ใช้ปลายนิ้วสะกิดตรงข้อต่อมันเบา ๆ เด็ดเอาแค่ฟนึ่งยอดสองใบแบบนี้ ชาของไร่ฟ้าอนันต์เราถึงจะได้หอมละมุนไม่ใครในเมืองเหนือ)

คำสอนที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของบิดา ทำให้หัวใจของคนเป็นลูกฟูฟ่อง พวกเธอค่อย ๆ ยื่นมือไปสัมผัสยอดใบชาอย่างเบามือตามที่ป้อสอน

“จะอี้แม่นก่อเจ้าป้อ” (แบบนี้ใช่ไหมคะพ่อ) อังคณาชูยอดชาในมือขึ้นถามบิดาด้วยรอยยิ้ม

“ปี๊อายเก่งมากลูก” พ่อเลี้ยงอนันต์ลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหันไปไกด์ลูกคนเล็กที่กำลังเก้ ๆ กัง ๆ อยู่กับกิ่งชา “น้องเอิร์นเด็ดใบอ่อนสองใบถัดลงมาโตยลูก... แม่นละ... แบบนั้นแหละลูก ดีมาก”

“ยอดชาตึงหมดตี่ลูกเก็บด้วยมือในวันนี้... ฮู้ก่อว่ามันจะก๋ายเป๋นอะหยังต่อไป...” (ยอดชาทั้งหมดที่ลูกเก็บด้วยมือในวันนี้ รู้ไหมว่ามันจะกลายเป็นอะไรต่อไป....) พ่อเลี้ยงอนันต์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ สายตาทอดมองยอดชาสดเขียวขจีในมือของลูกสาว

พ่อเลี้ยงอนันต์พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทุ้มเย็น สายตาทอดมองยอดชาสดเขียวขจีในมือของลูกสาว

“พอเฮาเก็บเสร็จ ป้อจะตบจะปาไปตี่โรงบ่ม... ชาเมี่ยงป่าโบราณของไฮ่เฮาบ่ได้ใช้เครื่องจักรฝรั่งยะหรอกเน้อลูก เฮายังใช้วิธีโบราณแบบดั้งเดิม ต๊องเอามาผึ่งลมไล่ความจื้นอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็เอาไปคั่วด้วยมือในกระทะเหล็กใบใหญ่ตี่จุดไฟด้วยฟืนไม้สน กลิ่นหอมของยางไม้สนมันจะซึมเข้าในเนื้อชาต๋อนตี่ป้อคั่วและนวดมันด้วยมือเปล่า ๆ” (พอเราเก็บเสร็จ พ่ออจะพาไปที่โรงบ่ม... ชาเมี่ยงป่าโบราณของไร่เราไม่ได้ใช้เครื่องจักรฝรั่งทำหรอกนะลูก เรายังใช้วิธีโบราณแบบดั้งเดิม ต้องเอามาผึ่งลมไล่ความชื้นอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็เอาไปคั่วด้วยมือในกระทะเหล็กใบใหญ่ที่จุดไฟด้วยฟืนไม้สน กลิ่นหอมของยางไม้สนมันจะซึมเข้าไปในเนื้อชาตอนที่ป้อคั่วและนวดมันด้วยมือเปล่า ๆ)

พ่อเลี้ยงอนันต์แบมือหนาที่ผ่านกรำงานหนักมาหลายสิบปีให้ลูก ๆ ดู รอยยิ้มอิ่มเอมปรากฏบนใบหน้าคมสันเมื่อนึกถึงหยาดเหงื่อและความสำเร็จ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป